วันศุกร์ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2559

แนวทางการปฏิบัติกรณีศพนิรนาม

            การปฏิบัติของพนักงานสอบสวน
            1.  การชันสูตรพลิกศพ
                 -  แจ้งกลุ่มงานตรวจสถานที่เกิดเหตุ กองพิสูจน์หลักฐานกลาง หรือกลุ่มงานตรวจสถานที่เกิดเหตุ ศูนย์พิสูจน์หลักฐาน หรือพิสูจน์หลักฐานจังหวัด สำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ ที่รับผิดชอบ แล้วแต่กรณีทราบ เพื่อร่วมกับพนักงานสอบสวนไปทำการตรวจสถานที่เกิดเหตุ ถ่ายภาพศพ ตรวจเก็บร่องรอยวัตถุพยานต่าง ๆ พร้อมทั้งถ่ายภาพไว้ การถ่ายภาพศพต้องให้ได้รายละเอียดมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยเน้นตำหนิรูปพรรณพิเศษ เช่น รอยสัก แผลเป็นหรือความพิการต่าง ๆ
                 -  ประสานแพทย์ผู้ทำการชันสูตรพลิกศพ เพื่อจะเก็บตัวอย่างเลือด หรือสารคัดหลั่ง หรือสิ่งที่จะใช้ตรวจสารพันธุกรรม (DNA) จากศพที่ไม่ทราบว่าเป็นใคร ส่งไปยังศูนย์บริหารจัดการคนหายและศพนิรนาม และสถาบันนิติวิทยาศาสตร์เวชวิทยา ทุกราย โดยระบุไว้หน้ากล่องพัสดุไปรษณีย์ว่า "ตัวอย่างดีเอ็นเอ"
                 -  จดตำหนิรูปพรรณศพ และบันทึกทรัพย์สินทุกชนิดของผู้ตาย พร้อมภาพถ่ายศพ ส่งกองทะเบียนประวัติอาชญากร เพื่อบันทึกข้อมูลและออกประกาศ
                 -  ถ่ายภาพเกี่ยวกับเครื่องแต่งกาย ทรัพย์สินทุกชนิดของผู้ตาย และเก็บรักษาทรัพย์สิน โดยให้นำระเบียบการเก็บรักษาของกลางมาใช้โดยอนุโลม เพื่อมอบแก่ทายาทหรือญาติผู้ตาย
            2.  การจัดทำแบบรายงานที่เกี่ยวข้องกับศพนิรนาม มีดังนี้
                 -  แบบข้อมูลรับแจ้งเหตุนิรนาม (ศบคน-3)
                 -  แบบรายงานการพิสูจน์ทราบบุคคล (ศบคน-4)
                 -  แบบรายงานพบศพไม่ทราบชื่อ (วท.13-ต.327)
            3.  การจัดส่งแบบรายงาน
                 -  เมื่อมีผู้มาแจ้งความพบศพนิรนาม หรือชิ้นส่วนอวัยวะของมนุษย์ ที่ทำให้เชื่อหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่ามีบุคคลเสียชีวิตโดยไม่สามารถระบุได้ว่าศพหรือชิ้นส่วนอวัยวะเป็นผู้ใด ให้หัวหน้าสถานีตำรวจจัดส่งแบบรายงานข้อมูลการรับแจ้งศพนิรนาม (ศบคน-3) มายังผู้บังคับการกองทะเบียนประวัติอาชญากร/เลขานุการศูนย์บริหารจัดการคนหายและศพนิรนาม ภายใน 24 ชั่วโมงนับแต่ได้รับแจ้ง ต่อมาภายหลังหากสามารถระบุได้ว่าผู้ตายเป็นใครแล้วให้รายงานเพิ่มเติมตามแบบรายงานการพิสูจน์ทราบบุคคล (ศบคน-4) ภายใน 24 ชั่วโมง นับแต่วันที่ทราบชื่อ
                 -  นอกเหนือจากการรายงานข้อมูลรับแจ้งคนหายดังกล่าวแล้ว ให้หัวหน้าสถานีตำรวจแจ้งข้อมูลไปยังสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม/เลขานุการคณะกรรมการพัฒนาระบบการติดตามผลหายและการพิสูจน์ศพนิรนาม ทราบอีกส่วนหนึ่งด้วย
                 -  ให้พิมพ์ลายนิ้วมือ 10 นิ้วของผู้ตาย จำนวน 3 ฉบับ ติดสำนวนการสอบสวน และสำเนาสำนวนการสอบสวน 2 ฉบับ แล้วส่งไปตรวจสอบยังกองทะเบียนประวัติอาชญากร 1 ฉบับ โดยให้จัดส่งในวันที่พิมพ์ลายนิ้วมือหรือในวันรุ่งขึ้น
             การจัดการศพ
             หลังจากที่ได้มีการพิสูจน์ศพแล้วพนักงานสอบสวนต้องดำเนินการ ดังนี้
              1. กรณีเป็นศพที่พิสูจน์ทราบว่าผู้ตายเป็นใครแล้ว ถ้ามีทายาท ญาติ หรือผู้มีสิทธิ มาติดต่อขอรับศพไปจัดการตามประเพณี ก็ให้พนักงานสอบสวนมอบศพให้ทายาท ญาติ หรือผู้มีสิทธิ หลังจากที่ได้มีการ ตรวจสอบความสัมพันธ์เกี่ยวข้องจนแน่ชัดแล้ว ให้บันทึกไว้เป็นหลักฐานและลงนามร่วมกัน
              2. กรณีเป็นศพที่ไม่มีทายาท ญาติ หรือผู้มีสิทธิ มาติดต่อขอรับศพ หรือเป็นศพที่ยังไม่ทราบว่าผู้ตายเป็นใคร เมื่อรักษาศพไว้ ณ สถานที่ชันสูตรศพอย่างน้อยเป็นเวลา 3 วัน แล้วให้แจ้งเทศบาลท้องถิ่น สมาคม หรือมูลนิธิเพื่อการนี้ รับศพไปจัดการเก็บที่สุสานและให้ดำเนินการดังนี้
                  -  ให้จัดทำสมุดทะเบียนส่งศพฝังโดยมีรายละเอียดตามแบบแนบท้ายหนังสือสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ 0011.22 / 3933 ลง 7 ตุลาคม 2554
                  -  ประสานเทศบาล ท้องถิ่น สมาคมหรือมูลนิธิเพื่อการนี้ กำหนดหมายเลขหลุมฝังศพ
                  -  จัดทำแผ่นป้ายชื่อศพ ถ้าศพยังไม่มีชื่อหรือยังไม่ทราบชื่อก็ให้เขียนว่าศพ "ชาย" หรือ "หญิง" เท่าที่จะทำได้ วันที่ส่ง หมายเลขหลุมฝังศพ เหตุตาย โดยติดไว้ที่ด้านหน้าของหลุมศพแล้วถ่ายภาพเก็บไว้เป็นหลักฐาน
                  -  ให้ผู้เกี่ยวข้องจัดการห่อศพให้เรียบร้อย พร้อมทั้งจัดทำป้ายชื่อศพ (ถ้าศพยังไม่มีชื่อหรือยังไม่ทราบชื่อให้เขียนว่าศพ "ชาย" หรือ "หญิง" เท่าที่จะทำได้) หมายเลขศพติดไว้บนผ้าห่อศพและตัวศพ จากนั้นจึงส่งมอบศพไปเก็บยังสุสาน
                  -  เมื่อพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบทราบว่าผู้ตายเป็นใครแล้ว ให้แจ้งกองทะเบียนประวัติอาชญากร ทราบ พร้อมแนบสำเนาใบมรณบัตรเพื่อถอนประกาศสืบหา
              3. พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบต้องรีบดำเนินการสืบสวนให้ทราบว่าผู้ตายเป็นใคร รวมทั้งให้มีความร่วมมือและสนับสนุนการปฏิบัติงานของศูนย์บริการบริหารจัดการคนหายและศพนิรนาม เมื่อได้รับการประสานโดยเฉพาะข้อมูลศพไม่ทราบชื่อ และการคืนศพให้แก่ญาติที่มาขอรับศพไปจัดการตามประเพณีซึ่งเป็นอำนาจของพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ หากพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบย้ายไปอยู่สังกัดอื่นหรือไม่สามารถติดต่อได้ ให้อยู่ในความรับผิดชอบของหัวหน้าพนักงานสอบสวนในการดำเนินการแทน

(ที่มา : ผนวก จ. แนวทางการปฏิบัติประกอบคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ 725 / 2558 ลงวันที่ 17 ธันวาคม 2558)

แนวทางการปฏิบัติกรณีคนหายพลัดหลง

               1.  เมื่อมีผู้มาแจ้งความเกี่ยวกับคนหายคนพลัดหลง ให้พนักงานสอบสวนหรือเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้รับแจ้งเหตุต้องให้ความสำคัญและตอบสนองดำเนินการในทันที ห้ามมิให้ยกเหตุอ้างว่าต้องรอให้ครบ 24 ชั่วโมงก่อน โดยสอบถามรายละเอียดในเบื้องต้นจากผู้แจ้งและ/หรือพยาน แล้วรีบแจ้งศูนย์วิทยุเครือข่ายในสังกัดและหน่วยข้างเคียง (เช่น กองบังคับการตำรวจจราจร กองบังคับการตำรวจรถไฟกองบังคับการปราบปราม ฯลฯ) ออกอากาศร่วมช่วยสังเกตติดตามหรือแจ้งสกัดจับคนร้าย ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงในสถานที่เกิดเหตุโดยมิชักช้า แล้วแจ้งข้อมูลรายละเอียดเพิ่มเติมให้เจ้าหน้าที่งานสายตรวจ งานสืบสวน ช่วยติดตามสืบหา
              2.  จัดทำแบบรายงานที่เกี่ยวข้องกับคนหายพลัดหลง มีดังนี้
                   -  แบบแจ้งรูปพรรณคนหาย (วท.12/1)
                   -  แบบแจ้งการได้ตัวคนหายคืน (วท.12/2-ต.326)
                   -  แบบการสืบสวนติดตามคนหาย (วท.12/3-ต.326)
                   -  แบบรายงานแจ้งคนหายเบื้องต้น (ศบคน-1)
                   -  แบบรายงานแจ้งได้ตัวคนหายคืน (ศบคน-2)
             3.  การกรอกข้อความในแบบรายงาน
                  -  ให้พิมพ์ข้อความต่าง ๆ ลงในช่องที่กำหนดไว้ให้ครบถ้วนและถูกต้อง โดยใช้พิมพ์ดีด แล้วลงชื่อพนักงานสอบสวนไว้เป็นหลักฐาน
                  -  การกรอกตำหนิรูปพรรณคนหาย ให้กรอกข้อความให้ละเอียดเพียงพอที่เจ้าหน้าที่ตำรวจหรือบุคคลที่พบเห็นจะมั่นใจได้ว่าบุคคลนั้น เป็นบุคคลที่ได้รับแจ้งหายไว้
                  -  การกรอกแบบตำหนิรูปพรรณคนหาย (วท.12/1-ต.326) ให้พนักงานสอบสวนกรอกเลขบัตรประจำตัวประชาชนของคนหาย กรณีคนหายเป็นชาวต่างประเทศให้กรอกเลขหนังสือเดินทาง ประเทศ หรือใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว ไว้ที่มุมบนขวาของแบบรายงานดังกล่าว รวมทั้งให้จัดส่งรูปถ่ายครั้งสุดท้ายของคนหายส่งมาพร้อมแบบแจ้งรูปพรรณคนหายด้วย เพื่อประโยชน์ในการติดตามหาตัวคนหาย
             4.  การจัดส่งแบบรายงานและการบันทึกข้อมูลคนหาย
                  -  เมื่อมีผู้มาแจ้งความเกี่ยวกับคนหาย คนพลัดหลง ให้หัวหน้าสถานีตำรวจจัดส่งแบบรายงานข้อมูลรับแจ้งเหตุคนหายพลัดหลง (ศบคน-1) มายังผู้บังคับการกองทะเบียนประวัติอาชญากร/เลขานุการ ศูนย์บริการจัดการคนหายและศพนิรนาม ภายใน 24 ชั่วโมงนับแต่ได้รับแจ้ง ต่อมาภายหลังหากสามารถติดตามคนหายพบแล้วให้รายงานเพิ่มเติมตามแบบรายงานการรับแจ้งคนหายได้คืน (ศบคน-2) ภายใน 24 ชั่วโมงนับแต่วันที่พบตัว
                  -  ให้หัวหน้าสถานีตำรวจแจ้งข้อมูลไปยังสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม/เลขานุการคณะกรรมการพัฒนาระบบการติดตามคนหายและการพิสูจน์ศพนิรนาม ทราบอีกส่วนหนึ่งด้วย
                 -  ให้พนักงานสอบสวนรีบดำเนินการบันทึกข้อมูลคนหายพลัดหลงในระบบสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (POLIS) ให้แล้วเสร็จภายใน 24 ชั่วโมงนับแต่วันที่ได้รับแจ้ง หากสามารถติดตามคนหายพลัดหลงพบแล้ว ให้รีบดำเนินการถอนข้อมูลคนหายพลัดหลงที่ได้บันทึกในระบบสารสนเทศสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (POLIS) ให้แล้วเสร็จภายใน 24 ชั่วโมงนับแต่วันที่พบตัว
               5.  หน้าที่ของสถานีตำรวจ
                     - กรณีสถานีตำรวจได้รับแจ้งเบาะแสบุคคลสูญหาย จากศูนย์บริหารจัดการคนหายและศพนิรนาม ซึ่งเป็นข้อมูลคนหายที่ประชาชนโทรศัพท์ขอความช่วยเหลือมายังศูนย์รับแจ้งข้อมูลข่าวสาร 1599 ให้พนักงานสอบสวนที่ได้รับมอบหมาย ประสานรายละเอียดกลับไปยังผู้แจ้ง โดยให้แนะนำให้ผู้แจ้งมาลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานแล้ว ดำเนินการบันทึกข้อมูลคนหายพลัดหลงในสารสนเทศสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (POLIS) ภายใน 24 ชั่วโมงนับแต่วันที่ได้รับแจ้ง
                    -  ถ้าการสอบสวนรับแจ้งนั้นมีเหตุอันควรสงสัยหรือเชื่อมั่นว่าจะเกี่ยวข้องกับการเมือง ให้ทำการสอบสวนมูลกรณีโดยละเอียดและรายงานด่วนถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ผ่านกองบังคับการตำรวจสันติบาล) เพื่อพิจารณาสั่งการให้ดำเนินการสืบสวนติดตามเป็นกรณีพิเศษ
                    -  ถ้าผู้แจ้งสงสัยว่าคนหายจะถูกทำร้ายถึงตาย หรือตายด้วยเหตุอื่น ๆ พนักงานสอบสวนสามารถดูรูปถ่ายตำหนิ รูปพรรณของคนตายไม่ทราบชื่อได้จาก website : missingperson.police.go.th ของศูนย์บริหารจัดการคนหายและศพนิรนาม
                    -  ให้หัวหน้าสถานีตำรวจมอบหมายรองหัวหน้าหน่วยที่รับผิดชอบงานสืบสวนเป็นผู้รับผิดชอบงานศูนย์บริหารจัดการคนหายและศพนิรนามในระดับสถานีตำรวจ เพื่อเป็นศูนย์กลางในการสั่งงาน ประสานการปฏิบัติติดตามคนหาย และหมั่นไปติดต่อเยี่ยมเยียนเป็นระยะ ๆ โดยให้มีรายละเอียดวันเดือนปี ที่สืบสวนติดตาม และได้ไปเยี่ยมเยียนสอบถามกับผู้ใด โดยให้ผู้นั้นลงลายมือชื่อในบันทึกการสืบสวนติดตาม เป็นหลักฐานด้วย
                    -  ให้พนักงานสอบสวนหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายให้สืบสวนติดตามคนหาย จัดทำบันทึกการสืบสวนบุคคลสูญหาย โดยมีรายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับบุคคลผู้สูญหาย แนวทางการสืบสวนติดตามที่ได้ดำเนินการไว้ และให้มีการส่งมอบบันทึกการสืบสวนฯ ดังกล่าวให้ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบคนใหม่ เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงโยกย้ายตำแหน่งหรือเปลี่ยนแปลงงานที่รับผิดชอบ เพื่อให้การสืบสวนติดตามมีความต่อเนื่องแล้วรายงานผลการสืบสวนติดตามมายังกองทะเบียนประวัติอาชญากร ภายในระยะเวลาที่กำหนด
                   -  ให้ทุกสถานีตำรวจจะทำสมุดสารบบคนหาย ตามแบบแนบท้ายหนังสือสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ 0011.22 / 1227 ลง 30 มีนาคม 2555 จัดเก็บไว้ที่สถานีตำรวจ พร้อมกับจัดทำแฟ้มเก็บรวบรวมรายงานตำหนิรูปพรรณคนหายและรายงานการได้ตัวคนหายคืน เพื่อการตรวจสอบค้นหาและเป็นข้อมูลสนับสนุนการทำงานของศูนย์บริหารจัดการคนหายและศพนิรนาม
                  -  ให้พนักงานสอบสวนรายงานผลการสืบสวนติดตามมายังผู้บังคับการกองทะเบียนประวัติอาชญากร/เลขานุการศูนย์บริหารจัดการคนหายและศพนิรนาม ภายในระยะเวลาที่กำหนด
              6.  การปฏิบัติหลังพบตัวคนหาย
                   -  กรณีที่ติดตามพบตัวคนหาย หรือมีผู้มาแจ้งว่าได้พบตัวคนหายแล้ว ด้วยประการใดก็ตาม ให้พนักงานสอบสวนซักถามถึงสาเหตุที่หายไปอย่างแท้จริง ตลอดจนการใช้ชีวิตระหว่างที่หาย และให้ทำการอบรมสั่งสอนไม่ให้หลบหนีไปอีก แล้วให้รีบดำเนินการถอนข้อมูลคนหายพลัดหลงที่ได้บันทึกในระบบสารสนเทศสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (POLIS) ให้แล้วเสร็จภายใน 24 ชั่วโมงนับแต่วันที่พบตัว โดยให้รายงานตามแบบรายงานได้ตัวคนหายพลัดหลงคืน (ศบคน-2) มายังผู้บังคับการกองทะเบียนประวัติอาชญากร/เลขานุการศูนย์บริหารจัดการคนหายและศพนิรนาม ภายใน 24 ชั่วโมงนับแต่วันที่พบตัว รวมทั้งแจ้งข้อมูลไปยังสถาบันนิติวิทยาศาสตร์กระทรวงยุติธรรม/เลขานุการคณะกรรมการพัฒนาระบบการติดตามคนหายและการพิสูจน์ศพนิรนาม ทราบอีกส่วนหนึ่งด้วย

(ที่มา : ผนวก จ. แนวทางการปฏิบัติประกอบคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ 725 / 2558 ลงวันที่ 17 ธันวาคม 2558)

วันอังคารที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2559

ระเบียบเกี่ยวกับการติดตามคนหายและพิสูจน์ศพนิรนาม

             ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการสนับสนุนการปฎิบัติงานติดตามคนหายและพิสูจน์ศพนิรนาม พ.ศ.2558  (โดยย่อ)
             “คนหาย” หมายความว่า บุคคลที่หายไปจากภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่ โดยไม่สามารถติดต่อได้เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 24 ชั่วโมง หรือไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าบุคคลนั้นยังมีชีวิตอยู่หรือไม่
            “ศพนิรนาม” หมายความว่า ศพหรือชิ้นส่วนอวัยวะของมนุษย์ ที่ทำให้เชื่อหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่ามีบุคคลใดเสียชีวิต โดยไม่สามารถระบุได้ว่าศพหรือชิ้นส่วนอวัยวะเป็นบุคคลใด
            “หน่วยงานของรัฐ” หมายความว่า หน่วยงานของรัฐซึ่งตามกฎหมาย มีอำนาจหน้าที่ในการรับแจ้ง ติดตามสืบสวนสอบสวน หรือพิสูจน์ เกี่ยวกับคนหายและศพนิรนาม
            “สำนักงาน” หมายความว่า สำนักเลขานุการของคณะกรรมการพัฒนาระบบการติดตามคนหายและการพิสูจน์ศพนิรนาม
           ให้มีคณะกรรมการพัฒนาระบบการติดตามคนหายและการพิสูจน์ศพนิรนามเรียกโดยย่อว่า (ค.พ.ศ.)
            เมื่อหน่วยงานของรัฐได้ได้รับแจ้งว่ามีคนหาย ให้หน่วยงานของรัฐนั้น แจ้งข้อมูลดังกล่าวให้สำนักงาน ทราบโดยเร็ว
            ในกรณีที่มีผู้มาแจ้งต่อสำนักงานว่ามีคนหาย ให้สำนักงานรีบจัดเก็บข้อมูลนั้น และจัดส่งตัวผู้แจ้งพร้อมข้อมูลดังกล่าวไปยังสถานีตำรวจใกล้เคียงทันที เพื่อดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป
            เมื่อหน่วยงานของรัฐแห่งใดได้พบตัวคนหายแล้ว ให้หน่วยงานของรัฐนั้นรีบแจ้งข้อมูลดังกล่าวให้สำนักงานทราบโดยเร็ว เพื่อจำหน่ายชื่อบุคคลนั้นออกจากข้อมูลคนหาย
            ในกรณีที่สำนักงานเป็นผู้พบตัวคนหายก่อน ให้สำนักงานรีบจัดเก็บข้อมูลดังกล่าวและจัดส่งตัวบุคคลที่พบพร้อมข้อมูลนั้นไปยังสถานีตำรวจใกล้เคียงทันที เพื่อดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป และให้สำนักงานแจ้งการพบตัวคนหายต่อหน่วยงานของรัฐที่ได้รับแจ้งคนหาย
            เมื่อหน่วยงานของรัฐใดได้รับแจ้งว่ามีการพบศพนิรนาม ให้หน่วยงานของรัฐนั้นแจ้งข้อมูลดังกล่าวให้สำนักงานทราบโดยเร็ว
            ในกรณีที่มีผู้มาแจ้งต่อสำนักงานว่ามีการพบศพนิรนาม ให้สำนักงานรีบจัดเก็บข้อมูลดังกล่าวและจัดส่งตัวผู้แจ้งพร้อมข้อมูลนั้นไปยังสถานีตำรวจใกล้เคียงทันที เพื่อดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป
            ในกรณีที่หน่วยงานของรัฐใด ไม่สามารถระบุได้ว่าศพนิรนามเป็นบุคคลใด หรือศพนิรนามที่ต้องทำการตรวจพิสูจน์มีจำนวนมาก หน่วยงานของรัฐนั้นอาจร้องขอให้สำนักงานเป็นผู้ดำเนินการตรวจพิสูจน์ศพนิรนามดังกล่าวก็ได้
            เมื่อสำนักงานได้ตรวจพิสูจน์ศพนิรนามดังกล่าวแล้ว สามารถระบุได้ว่าเป็นบุคคลใด ให้สำนักงานรีบจัดเก็บข้อมูลที่ตรวจพิสูจน์ได้และแจ้งข้อมูลดังกล่าวต่อหน่วยงานของรัฐที่ร้องขอทราบทันที เพื่อดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป
            เพื่อประโยชน์ในการติดตามคนหายและการพิสูจน์ศพนิรนาม ให้สำนักงานแจ้งข้อมูลการดำเนินการเกี่ยวกับศพให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติทราบด้วย และให้สำนักงานและสำนักงานตำรวจแห่งชาติประสานงานกันในเรื่องข้อมูลเกี่ยวกับคนหายและศพนิรนาม
            หลักเกณฑ์วิธีการและแบบในการแจ้งการจัดเก็บการรวบรวมการประสานข้อมูลและการดำเนินการอื่นใดเกี่ยวกับคนหายหรือศพนิรนามให้เป็นไปตามที่ ค.พ.ส. ประกาศกำหนด
สรุป.- 
             หน่วยงานของรัฐ มีหน้าที่ แจ้งข้อมูลเกี่ยวกับคนหาย แจ้งการพบตัวคนหาย และแจ้งการพบศพนิรนาม ให้สำนักงานทราบ หรือรับแจ้งการพบตัวคนหายจากสำนักงาน หรือร้องขอให้สำนักงานเป็นผู้ดำเนินการตรวจพิสูจน์ศพนิรนาม และรับแจ้งผลการตรวจพิสูจน์ศพนิรนามได้ว่าเป็นบุคคลใด จากสำนักงาน
             สถานีตำรวจใกล้เคียง มีหน้าที่ รับข้อมูลพร้อมตัวผู้แจ้งคนหาย รับข้อมูลพร้อมตัวผู้พบตัวคนหาย และรับข้อมูลพร้อมตัวผู้พบศพนิรนาม จากสำนักงาน เพื่อดำเนินการตามอำนาจหน้าที่
เอกสารที่เกี่ยวข้อง
ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการสนับสนุนการปฏิบัติงานติดตามคนหายและพิสูจน์ศพนิรนาม พ.ศ.๒๕๕๘ (ดูที่นี่)
คำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ ๗๒๕/๒๕๕๘ ลงวันที่ ๑๗ ธ.ค.๒๕๕๘ เรื่อง ศูนย์บริหารจัดการคนหายและศพนิรนาม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศบคน.ตร) (ดูที่นี่)
บทความที่เกี่ยวข้อง
.

วันอังคารที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2559

การขอถอนหมายเลขคดี

                                                                 บันทึกข้อความ
ส่วนราชการ      สำนักงานตำรวจแห่งชาติ                           โทร.  02-2053466
ที่   0004.6 / 4778                           วันที่    17   เมษายน  2545
เรื่อง     ซักซ้อมแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการทำความเห็นทางคดีและการถอนเลขคดี
             รอง ผบ.ตร.   ผู้ช่วย ผบ.ตร.    ผบช.    ผบก.   หรือผู้ดำรงตำแหน่งเทียบเท่า

             ตามประมวลระเบียบการตำรวจเกี่ยวกับคดี ลักษณะ 13 บทที่ 3 ข้อ 13 กำหนดหลักเกณฑ์วิธีการขอถอนเลขคดีไว้ สรุปความได้ว่า กรณีที่พนักงานสอบสวนรับคำร้องทุกข์หรือคำกล่าวโทษ แล้วภายหลังการสอบสวนปรากฏว่า ไม่มีการกระทำความผิดเกิดขึ้น ให้พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบรายงานตามลำดับชั้นจนถึงกองบัญชาการหรือตำรวจภาค แล้วแต่กรณี เพื่อขอถอนหมายเลขคดีและสำเนาส่งศูนย์ข้อมูลข้อสนเทศปรับข้อมูลให้ถูกต้องโดยมิชักช้า แต่ปรากฏว่า เมื่อมีกรณีที่พนักงานสอบสวนรับคำร้องทุกข์หรือคำกล่าวโทษแล้ว ต่อมาภายหลังพบว่าไม่มีการกระทำความผิดเกิดขึ้น พนักงานสอบสวนบางนายกลับยุติการสอบสวนและขอถอนหมายเลขคดีโดยไม่สรุปความเห็นทางคดีส่งสำนวนให้พนักงานอัยการ ซึ่งเป็นการปฏิบัติที่ไม่ถูกต้อง ดังนั้น เพื่อให้การปฏิบัติงานของพนักงานสอบสวนเกี่ยวกับการทำความเห็นทางคดีและการถอนหมายเลขคดี เป็นไปด้วยความถูกต้องเรียบร้อย จึงขอซักซ้อมแนวทางปฏิบัติดังนี้
                1.  เมื่อพนักงานสอบสวนได้รับคำร้องทุกข์หรือคำกล่าวโทษไว้แล้ว จะต้องเริ่มทำการสอบสวนเพื่อความรวดเร็ว ต่อเนื่อง และเป็นธรรม ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 241  ป.วิ.อาญา มาตรา 130  และเมื่อสอบสวนเสร็จสิ้นแล้วให้สรุปสำนวนทำความเห็น งดการสอบสวน เห็นควรสั่งฟ้องหรือสั่งไม่ฟ้อง ส่งสำนวนให้พนักงานอัยการตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 140 , 141 หรือ 142 แล้วแต่กรณี
                2.  การขอถอนเลขคดีตามประมวลระเบียบการตำรวจเกี่ยวกับคดี ลักษณะ 13 บทที่ 3 ข้อ 13  เป็นกรณีที่พนักงานสอบสวนรับคำร้องทุกข์หรือคำกล่าวโทษลงในสมุดสารบบการดำเนินคดีอาญาทั่วไป หรือสมุดสารบบการดำเนินคดีจราจรทางบก (รับเลขคดีอาญาหรือจราจร) ประจำที่ทำการของพนักงานสอบสวนไว้แล้ว ภายหลังการสอบสวนปรากฏว่าไม่มีการกระทำความผิดคดีอาญาหรือคดีจราจรเกิดขึ้น ให้พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบดำเนินการขอถอนหมายเลขคดีอาญาหรือจราจรตามระเบียบที่กำหนดไว้ ทั้งนี้ เพื่อเป็นการปรับสถิติคดีอาญาหรือจราจรให้ถูกต้องตรงกับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ส่วนเลขคดีที่ปรากฏอยู่ในสมุดสารบบการดำเนินคดีอาญาทั่วไป หรือสมุดสารบบการดำเนินคดีจราจรทางบก ประจำที่ทำการของพนักงานสอบสวนยังมีอยู่ ไม่ได้ลบหรือหายไปจากสมุดสารบบแต่อย่างใด สำหรับสำนวนการสอบสวนพนักงานสอบสวนจะต้องดำเนินการสอบสวนให้เสร็จสิ้น แล้วสรุปสำนวนมีความเห็นส่งให้พนักงานอัยการตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 140 , 141 หรือ 142 แล้วแต่กรณี
               จึงซักซ้อมความเข้าใจมาเพื่อทราบและแจ้งให้พนักงานสอบสวนในสังกัดทราบ เพื่อถือปฏิบัติโดยเคร่งครัดต่อไป หากเกิดความบกพร่องหรือเสียหายแก่ทางราชการขึ้น พนักงานสอบสวนและผู้เกี่ยวข้อง จะต้องรับผิดชอบทางวินัยตามควรแก่กรณี
                                                                                    พล.ต.อ.สันต์ศรุตานนท์
                                                                                               ผบ.ตร.

.

วันจันทร์ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2559

ระเบียบ : คำร้องทุกข์หรือคำกล่าวโทษ

ประมวลระเบียบการตำรวจเกี่ยวกับคดี

ลักษณะ 13
การรายงานคดีอาญา
บทที่ 3
คำร้องทุกข์หรือคำกล่าวโทษ

             ข้อ 1  คำร้องทุกข์ หมายความถึง การที่ผู้เสียหายได้กล่าวต่อเจ้าหน้าที่ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ว่ามีผู้กระทำผิดขึ้นจะรู้ตัวผู้กระทำผิดหรือไม่ก็ตาม ซึ่งกระทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหาย และการกล่าวหาเช่นนั้นได้กล่าวโดยมีเจตนาจะให้ผู้กระทำผิดได้รับโทษ
             ข้อ 2  ผู้เสียหายจะร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนหรือหรือต่อตำรวจซึ่งมีตำแหน่งหน้าที่รองหรือเหนือพนักงานสอบสวนและเป็นผู้ซึ่งมีหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยตามกฏหมายก็ได้
             ข้อ 3  คำร้องทุกข์นั้นต้องปรากฏชื่อและที่อยู่ของผู้ร้องทุกข์ ลักษณะแห่งความผิด พฤติการณ์ต่าง ๆ ที่ความผิดนั้นได้กระทำลง ความเสียหายที่ได้รับ และชื่อหรือรูปพรรณของผู้กระทำผิด เท่าที่จะบอกได้
                       คำร้องทุกข์นี้จะทำเป็นหนังสือหรือร้องด้วยปากก็ได้ ถ้าเป็นหนังสือจะต้องมีวันเดือนปีและลายมือชื่อของผู้ร้องทุกข์ ถ้าร้องด้วยปากให้พนักงานสอบสวนบันทึกไว้ ลงวันเดือนปี และลงลายมือชื่อผู้บันทึกกับผู้ร้องทุกข์ในบันทึกนั้น
             ข้อ 4  เมื่อมีหนังสือร้องทุกข์ยื่นต่อตำรวจแล้ว ให้รีบจัดการส่งไปยังพนักงานสอบสวนและจะจดหมายเหตุอะไรไปบ้างเพื่อประโยชน์ของพนักงานสอบสวนก็ได้
                       เมื่อมีคำร้องทุกข์ด้วยปาก ให้รีบจัดการอำนวยความสะดวกให้ผู้เสียหายไปพบพนักงานสอบสวนและดำเนินการตามวรรคแรก
                       ในกรณีเร่งร้อน ตำรวจนั้นจะจดบันทึกเหตุการณ์ไว้หรือจากจดหมายเหตุอะไรไปบ้างเพื่อประโยชน์ของพนักงานสอบสวนก็ได้ แล้วให้รีบส่งไปยังพนักงานสอบสวนดำเนินการต่อไปโดยไม่ชักช้า
             ข้อ 5  เมื่อพนักงานสอบสวนหรือตำรวจได้กระทำการสืบสวนหรือสอบสวนไปทั้งหมดหรือแต่ส่วนหนึ่งส่วนใดตามคำขอร้องให้ช่วยเหลือ ให้ตกเป็นหน้าที่ของพนักงานนั้นจัดการให้มีคำร้องทุกข์ตามระเบียบ
             ข้อ 6  ผู้ร้องทุกข์จะแก้คำร้องทุกข์ระยะใด หรือจะถอนคำร้องทุกข์เสียเมื่อใดก็ได้ ในคดีซึ่งมิใช่ความผิดต่อส่วนตัว (ความผิดอันยอมความได้) ถึงแม้จะมีการถอคำร้องทุกข์แล้ว ก็เป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวนที่จะสอบสวนต่อไป
             ข้อ 7  คำกล่าวโทษ หมายความถึง การที่บุคคลอื่นซึ่งมิใช่ผู้เสียหายได้กล่าวหาต่อเจ้าหน้าที่ว่ามีบุคคลรู้ตัวหรือไม่ก็ดีได้กระทำผิดขึ้น
              ข้อ 8  เจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่รับคำกล่าวโทษจะไม่บันทึกคำกล่าวโทษในกรณีต่อไปนี้ก็ได้
                      8.1  เมื่อผู้กล่าวโทษไม่ยอมแจ้งว่าเขาคือใคร
                      8.2  เมื่อคำกล่าวโทษเป็นบัตรสนเท่ห์
                      คำกล่าวโทษซึ่งบันทึกแล้วแต่ผู้กล่าวโทษไม่ยอมลงลายมือชื่อ เจ้าพนักงานผู้รับคำกล่าวโทษจะไม่จัดการแก่คำกล่าวโทษนั้นก็ได้
                      ให้นำความในข้อ 2 ถึง 6 มาบังคับโดยอนุโลมในเรื่องคำกล่าวโทษ
             ข้อ 9  คำกล่าวโทษตามข้อ 8 พนักงานสอบสวนควรจะต้องสอบสวนว่า มีมูลความผิดเป็นอาญาแผ่นดินหรือไม่ ถ้าปรากฏเป็นความผิดอาญาแผ่นดินแล้ว เป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวนที่จะต้องดำเนินการต่อไป
             ข้อ 10  บุคคลเหล่านี้จัดการแทนผู้เสียหายได้
                      10.1  ผู้แทนโดยชอบธรรมหรือผู้อนุบาล เฉพาะแต่ในความผิดซึ่งได้กระทำต่อผู้เยาว์หรือผู้ไร้ความสามารถซึ่งอยู่ในความดูแล
                      10.2  ผู้บุพการี ผู้สืบสันดาน สามีหรือภรรยา เฉพาะแต่ในความผิดอาญาซึ่งผู้เสียหายถูกทำร้ายถึงแก่ความตายหรือบาดเจ็บจนไม่สามารถจะจัดการเองได้
                      10.3  ผู้จัดการหรือผู้แทนอื่น ๆ ของนิติบุคคลเฉพาะความผิดซึ่งกระทำลงแก่นิติบุคคลนั้น
                      10.4  ผู้รับมอบอำนาจจากผู้เสียหายเป็นหนังสือ
                      10.5  บุคคลซึ่งศาลได้ตั้งเป็นผู้แทนเฉพาะคดี สำหรับคดีอาญาซึ่งผู้เสียหายเป็นผู้เยาว์ไม่มีผู้แทนโดยชอบธรรม หรือเป็นผู้วิกลจริตหรือคนไร้ความสามารถไม่มีผู้อนุบาล หรือซึ่งผู้แทนโดยชอบธรรมหรือผู้อนุบาลไม่สามารถจะทำการตามหน้าที่โดยเหตุหนึ่งเหตุใด รวมทั้งมีผลประโยชน์ขัดกันกับผู้เยาว์หรือคนไร้ความสามารถนั้น ๆ
                             อำนาจจัดการแทน หมายถึงการร้องทุกข์และการยอมความในคดีความผิดต่อส่วนตัว (ความผิดอันยอมความได้)
              ข้อ 11  เมื่อมีผู้แจ้งความกับพนักงานสอบสวน ถ้าการแจ้งความนั้นเป็นคำร้องทุกข์หรือคำกล่าวโทษตามกฏหมาย ให้พนักงานสอบสวนรับคำร้องทุกข์หรือคำกล่าวโทษตามระเบียบเพื่อทำการสอบสวนดำเนินคดีต่อไป หากการแจ้งความนั้นไม่ใช่เป็นคำร้องทุกข์หรือคำกล่าวโทษ หรือเป็นเรื่องทางแพ่งให้พนักงานสอบสวนลงรายงานประจำวันชี้แจงหลักกฏหมายไว้เป็นหลักฐาน แล้วแจ้งให้ผู้แจ้งความทราบ เว้นแต่ กรณีที่การแจ้งความนั้นไม่เป็นคำร้องทุกข์แต่เป็นความผิดอาญาแผ่นดิน พนักงานสอบสวนควรจะต้องสอบสวนว่ามีมูลความผิดเป็นอาญาแผ่นดินหรือไม่ ถ้าปรากฏเป็นความผิดอาญาแผ่นดินแล้ว เป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวนที่จะต้องดำเนินการต่อไป
                          ในกรณีที่ คำแจ้งความนั้นยังไม่แน่ชัดว่าเป็นคำร้องทุกข์หรือคำกล่าวโทษหรือเป็นเรื่องทางแพ่ง ให้พนักงานสอบสวนผู้รับแจ้งลงเรื่องราวที่รับแจ้งไว้ในรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี แล้วรีบเสนอเรื่องที่รับแจ้งนั้นพร้อมมีความเห็นให้ผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นถึงหัวหน้าสถานีตำรวจหรืองานหรือแผนกเพื่อพิจารณาสั่งการภายใน 24 ชั่วโมง นับแต่เวลาที่ลงรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี
                          ส่วนคดีอาญาที่เลิกกันได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 37 เมื่อผู้กระทำผิดยินยอมเสียค่าปรับในอัตราอย่างสูง หรือผู้ต้องหาชำระค่าปรับตามที่พนักงานสอบสวน หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ได้เปรียบเทียบแล้ว ก็ไม่ต้องรับคำร้องทุกข์หรือคำกล่าวโทษในสมุดสารบบการดำเนินคดี เว้นแต่คดีอาญาทั่วไปหรือคดีจราจรทางบกที่ผู้เสียหายหรือผู้ต้องหาไม่ยินยอมตามที่เปรียบเทียบ หรือเมื่อผู้ต้องหายินยอมแล้วไม่ชำระเงินค่าปรับภายในเวลาอันสมควรแต่ไม่เกิน 15 วันให้รับคำร้องทุกข์หรือคำกล่าวโทษทุกคดี
                ข้อ 12  ถ้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติมีคำสั่งให้พนักงานสอบสวนท้องที่โอนการสอบสวนไปให้พนักงานสอบสวนอื่นทำการสอบสวน ให้พนักงานสอบสวนหน่วยงานที่รับโอนคำร้องทุกข์หรือคำกล่าวโทษในสมุดสารบบการดำเนินคดีโดยให้หมายเหตุด้วยว่าคดีที่รับโอนนั้น มาจากหน่วยงานใด หมายเลขคดีใด ส่วนพนักงานสอบสวนที่ได้โอนการสอบสวนไปนั้น ให้หมายเหตุในสมุดสารบบการดำเนินคดี ช่องผลคดี ว่าได้โอนไปให้พนักงานสอบสวนหน่วยใด ตามคำสั่งของผู้ใด เมื่อวันเดือนปีใด แล้วรายงานตามลำดับชั้นจนถึงกองบัญชาการหรือตำรวจภาคแล้วแต่กรณี เพื่อถอดถอนหมายเลขคดี และสำเนาส่งก็ยังศูนย์ข้อมูลข้อสนเทศปรับข้อมูลให้ถูกต้องโดยมิชักช้า
                            ถ้าเป็นกรณีที่พนักงานสอบสวนหน่วยงานอื่นร่วมทำการสอบสวนกับพนักงานสอบสวนท้องที่ ให้พนักงานสอบสวนท้องที่จัดการให้มีคำร้องทุกข์หรือคำกล่าวโทษ
                            ถ้าพนักงานสอบสวนหลายหน่วยงานร่วมทำการสอบสวนโดยไม่มีพนักงานสอบสวนท้องที่ร่วมด้วย ให้พนักงานสอบสวนผู้เป็นหัวหน้าในการสอบสวนนั้นเป็นผู้รับผิดชอบจัดให้มีคำร้องทุกข์หรือคำกล่าวโทษ
                ข้อ 13  กรณีที่รับคำร้องทุกข์หรือคำกล่าวโทษแล้ว ภายหลังการสอบสวนปรากฏว่าไม่มีการกระทำความผิดเกิดขึ้น ให้พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบรายงานตามลำดับชั้นจนถึงกองบัญชาการหรือตำรวจภาค แล้วแต่กรณีเพื่อขอถอนหมายเลขคดีและสำเนาส่งศูนย์ข้อมูลข้อสนเทศปรับข้อมูลให้ถูกต้องโดยไม่ชักช้า
                 ข้อ 14  ห้ามคัดลอกหรือสำเนาข้อความใดใดที่บันทึกไว้ในแบบรับคำร้องทุกข์หรือคำกล่าวโทษในสมุดสารบบการดำเนินคดี เว้นแต่ ผู้เสียหายผู้เกี่ยวข้องหรือผู้รับมอบอำนาจประสงค์จะคัดลอกหรือสำเนาคำร้องทุกข์หรือคำกล่าวโทษเพื่อนำไปเป็นหลักฐาน ให้หัวหน้าสถานีตำรวจหรือสารวัตรหัวหน้าหน่วยงานเป็นผู้พิจารณาอนุญาต โดยให้นายตำรวจชั้นสัญญาบัตรเป็นผู้รับรองสำเนา
                 ข้อ 15  เมื่อพนักงานสอบสวนได้รับคำร้องทุกข์หรือคำกล่าวโทษไว้ถูกต้องตามระเบียบแล้ว ให้พนักงานสอบสวนออกหลักฐานการรับคำร้องทุกข์หรือคำกล่าวโทษตามแบบในระเบียบนี้ มอบให้ผู้เสียหายหรือผู้แจ้งเพื่อใช้ในการติดต่อ

(ที่มา : ระเบียบ ตร. ว่าด้วยการรายงานคดี (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2537 ลงวันที่ 19 ธันวาคม 2537)