วันศุกร์ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

ระเบียบว่าด้วยการจับ ควบคุม ค้น การทำสอบสวนการสอบสวนฯ เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.๒๕๕๐

                 ระเบียบว่าด้วยการจับ ควบคุม ค้น การทำสำนวนสอบสวนและดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิด 
                           ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. ๒๕๕๐
                อาศัยอำนาจตามมาตรา ๒๙ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. ๒๕๕๐ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ออกระเบียบไว้ ดังต่อไปนี้
                ข้อ ๑  ระเบียบนี้เรียกว่า “ระเบียบ ว่าด้วยการจับ ควบคุม ค้น การทำสำนวนสอบสวนและดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. ๒๕๕๐”
                ข้อ ๒  ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
                ข้อ ๓  ในระเบียบนี้
                “พนักงานเจ้าหน้าที่” หมายความถึง ผู้ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารแต่งตั้งให้ปฏิบัติการตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. ๒๕๕๐
                “พนักงานสอบสวน” หมายความถึง เจ้าพนักงานซึ่งกฎหมายให้มีอำนาจและหน้าที่ทำการสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
                “การปฏิบัติหน้าที่ร่วมกัน” หมายความว่า การที่พนักงานเจ้าหน้าที่และหรือพนักงานสอบสวนได้ให้ความเห็นหรือคำแนะนำ และหรือตรวจสอบพยานหลักฐานตั้งแต่ชั้นเริ่มการสอบสวนในคดี โดยให้เริ่มดำเนินการนับแต่โอกาสแรกเท่าที่จะพึงกระทำได้
                “การสอบสวนร่วมกัน” หมายความว่า การสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. ๒๕๕๐
                ข้อ ๔  ให้พนักงานเจ้าหน้าที่หรือพนักงานสอบสวนเป็นผู้รับคำร้องทุกข์ หรือคำกล่าวโทษในกรณีที่มีการกระทำความผิดเกิดขึ้น หรืออ้าง หรือเชื่อว่าได้เกิดขึ้นภายในเขตอำนาจของตนหรือผู้ต้องหามีที่อยู่ หรือถูกจับภายในเขตอำนาจของตน และเป็นความผิดที่บัญญัติไว้ใน หมวด ๑ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. ๒๕๕๐
               ข้อ ๕  ในกรณีที่พนักงานสอบสวนได้รับคำร้องทุกข์ หรือคำกล่าวโทษตามข้อ ๔ แล้วให้พนักงานสอบสวนประสานงานกับพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อประโยชน์ในการแสวงหาพยานหลักฐานประกอบการกระทำความผิด
               ข้อ ๖  ในการจับ ควบคุม และค้น เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ประสานมายังพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบแล้ว ให้พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป
               ข้อ ๗  ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบดำเนินการแสวงหาพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดตามที่บัญญัติไว้ใน หมวด ๑ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. ๒๕๕๐ โดยให้มีการปฏิบัติหน้าที่ร่วมกัน และการสอบสวนร่วมกัน และมีหน้าที่ส่งมอบพยานหลักฐานที่รวบรวมได้ทั้งหมดให้กับพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ จนกว่าการสอบสวนในคดีนั้นจะเสร็จสิ้น
                  ข้อ ๘  เมื่อพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบในการสอบสวน เห็นว่าการสอบสวนเสร็จสิ้นแล้วให้พนักงานสอบสวนเป็นผู้ทำความเห็นในรายงานความเห็นทางคดี และลงลายมือชื่อ และส่งสำนวนการสอบสวนไปยังพนักงานอัยการในท้องที่ที่มีเขตอำนาจ เพื่อพิจารณาสั่งการต่อไป
                  ข้อ ๙  บรรดาการใดที่พนักงานเจ้าหน้าที่และหรือพนักงานสอบสวน ได้ดำเนินการไปแล้วตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. ๒๕๕๐ ก่อนระเบียบนี้มีผลใช้บังคับให้ใช้ระเบียบนี้บังคับ
                                                  ประกาศ ณ วันที่ ๓๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๐
               พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์                                                             โฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์
                       นายกรัฐมนตรี                                                          รองนายกรัฐมนตรี รักษาราชการแทน
                                                                                     รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
.


กฎหมายเกี่ยวกับภาษีอากร

กฎหมายเกี่ยวกับภาษีอากร

-  พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๔๑) พ.ศ.๒๕๕๙
-  พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๓๘) พ.ศ.๒๕๕๗

-  พ.ร.ฎ.ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ๖๐๐) พ.ศ.๒๕๕๙
-  พ.ร.ฎ.ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ๕๙๙) พ.ศ.๒๕๕๙
-  พ.ร.ฎ.ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ๕๙๘) พ.ศ.๒๕๕๙
-  พ.ร.ฎ.ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ๕๙๗) พ.ศ.๒๕๕๙

-  พ.ร.ฎ.ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ ๕๗๙) พ.ศ.๒๕๕๗

กฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งและการออกเสียงประชามติ

กฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้ง และการออกเสียงประชามติ

-  ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (พ.ศ.๒๕๕๙)

-  พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.๒๕๕๙

-  ระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้ง ว่าด้วยคำร้องเกี่ยวกับการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.๒๕๕๙
-  ระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้ง ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการออกเสียงประชามติ พ.ศ.๒๕๕๙
-  ระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้ง ว่าด้วยการใช้จ่ายเงินในการจัดให้มีการออกเสียงประชามติ พ.ศ.๒๕๕๙
-  ระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้ง ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการรายงานผลการออกเสียงอย่างไม่เป็นทางการ พ.ศ.๒๕๕๙

-  ประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรื่องกำหนดวันออกเสียงประชามติ
-  ประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการแสดงความคิดเห็นในการออกเสียงประชามติ พ.ศ.๒๕๕๙

-  พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.๒๕๕๐
-  พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.และ ส.ว. พ.ศ.๒๕๕๐
-  พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.๒๕๔๕

-  ระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้ง ว่าด้วยการสืบสวนสอบสวนและการวินิจฉัยชี้ขาด พ.ศ.๒๕๓๔

กฎหมายเกี่ยวกับการสอบสวนคดีพิเศษ

กฎหมาย ข้อบังคับ เกี่ยวกับ การสอบสวนคดีพิเศษ 

-  พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ.๒๕๔๗
-  พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๕๑

-  ข้อบังคับ กคพ.ว่าด้วยการปฏิบัติหน้าที่ในคดีพิเศษระหว่างหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง พ.ศ.๒๕๔๗
-  ข้อบังคับ กคพ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการสอบสวนร่วมกันหรือการปฏิบัติหน้าที่ร่วมกันในคดีพิเศษระหว่างพนักงานสอบสวนคดีพิเศษกับพนักงานอัยการหรืออัยการทหาร พ.ศ.๒๕๔๗

-  ประกาศ กคพ. (ฉบับที่ ๔) เรื่องกำหนดรายละเอียดของลักษณะของการกระทำความผิดที่เป็นคดีพิเศษตามมาตรา ๒๑ วรรคหนึ่ง (๑) ฯ พ.ศ.๒๕๔๗

วันเสาร์ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2559

การปฏิบัติตามบันทึกข้อตกลงระหว่าง ป.ป.ช. กับ ตร.

หนังสือซักซ้อมความเข้าใจในการปฏิบัติตามบันทึกข้อตกลงระหว่าง ป.ป.ช. กับ ตร.
ตามหนังสือสำนักงาน ป.ป.ช.ที่ ปช 0012/806 ลง 24 ส.ค.2547  (ย่อ)
              1.  เมื่อมีการร้องทุกข์หรือกล่าวโทษต่อ พงส. ให้ดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา 89 แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 พงส.ผู้รับคำร้องทุกข์หรือกล่าวโทษ จะต้องรวบรวมพยานหลักฐานเบื้องต้นเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงแห่งคดี และให้ส่งสำนวนการสอบสวนไปยังคณะกรรมการ ป.ป.ช. ภายใน 30 วัน นั้น ก่อนที่ พงส. จะส่งบันทึกรับคำร้องทุกข์หรือกล่าวโทษของผู้เสียหายหรือผู้กล่าวโทษไปให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาดำเนินการตามมาตรา 89  ต้องรวบรวมพยานหลักฐานเบื้องต้นให้ได้ข้อเท็จจริงก่อน  
              2.  เรื่องดังต่อไปนี้ไม่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ ป.ป.ช.
                    2.1  เรื่องที่ผู้ถูกกล่าวหาพ้นจากการเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐเกิน 2 ปี นับถึงวันรับคำร้องทุกข์ กล่าวโทษต่อ พงส. (ม.84 , ม.88)
                    2.2  เรื่องที่ผู้ถูกกล่าวหาเป็นลูกจ้างชั่วคราวหรือลูกจ้างประจำของส่วนราชการ (ยกเว้นลูกจ้างขององค์การหรือหน่วยงานของรัฐตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502) เนื่องจากลูกจ้างดังกล่าวมิได้มีฐานะเป็นเจ้าพนักงานหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายอื่น ดังนั้น การกระทำผิดจึงเป็นเพียงผิดอาญาทั่วไป มิใช่ผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ เว้นแต่ ลูกจ้างของส่วนราชการดังกล่าวได้รับมอบหมายให้เป็นเจ้าพนักงานหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมาย เช่น พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 เป็นต้น
                    2. เรื่องที่ผู้ถูกกล่าวหาดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส ตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 ซึ่งแม้เจ้าอาวาสเป็นผู้ซึ่งใช้อำนาจหรือได้รับมอบให้ใช้อำนาจทางการปกครองของรัฐในการดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งตามกฎหมาย การใช้อำนาจทางการปกครองดังกล่าวมิได้ใช้กับหน่วยงานที่จัดตั้งขึ้นในระบบราชการ รัฐวิสาหกิจหรือกิจการอื่นของรัฐ เจ้าอาวาสจึงไม่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542
                    2.4  เรื่องที่กำนัน หรือผู้ใหญ่บ้านรับรองบุคคลผู้ขอมีบัตรประจำตัวประชาชนในฐานะบุคคลผู้น่าเชื่อถืออันเป็นเท็จ ไม่เป็นความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ เนื่องจากกำนัน หรือผู้ใหญ่บ้านไม่มีอำนาจหน้าที่ในการปฏิบัติหน้าที่ราชการเกี่ยวกับการทำบัตรประชาชนตาม พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526
                    2. เรื่องที่ผู้ถูกกล่าวหามีตำแหน่งเป็นประธานกรรมการและกรรมการชุมชนเมือง เนื่องจากบุคคลดังกล่าวมีอำนาจหน้าที่เพียงกำหนดระเบียบ หลักเกณฑ์หรือวิธีการเกี่ยวกับการบริหารกองทุน การให้สมาชิกกู้ยืมเงิน อำนาจหน้าที่ดังกล่าวไม่ได้เป็นการใช้อำนาจทางการปกครองของรัฐในการดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งตามกฎหมาย
.

ระเบียบการตำรวจฯ (การป้องกันและปราบปรามการทุจริต)

ระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
ว่าด้วยแนวทางปฏิบัติในการดำเนินคดีความผิดตามกฎหมายว่าด้วย
การป้องกันและปราบปรามการทุจริต
พ.ศ.2546
……………………………….
                        ตามคำสั่ง กรมตำรวจ ที่ 9/2498 ลงวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2498 ให้ใช้ข้อบังคับกระทรวงมหาดไทย ที่ 1/2498 ลงวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2498 เรื่อง วางระเบียบการตำรวจเกี่ยวกับคดีไว้เป็นแนวทางปฏิบัติแล้ว นั้น
                        เนื่องจากพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 89 บัญญัติว่า “ในกรณีที่ผู้เสียหายได้ร้องทุกข์หรือมีผู้กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งมิใช่บุคคลตามมาตรา 66 อันเนื่องมาจากได้กระทำการตาม มาตรา 83 ให้พนักงานสอบสวนส่งเรื่องให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่มีการร้องทุกข์หรือกล่าวโทษ เพื่อจะดำเนินการตามบทบัญญัติในหมวดนี้ ในการนี้หากคณะกรรมการ ป.ป.ช.พิจารณาแล้วเห็นว่า เรื่องดังกล่าวมิใช่กรณีตามมาตรา 88 ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ส่งเรื่องกลับไปยังพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาต่อไป” โดยกฎหมายดังกล่าวยังมิได้กำหนดขั้นตอนและวิธีการดำเนินการของพนักงานสอบสวนไว้ จึงสมควรวางหลักเกณฑ์การปฏิบัติในเรื่องนี้ไว้เพื่อให้พนักงานสอบสวนสามารถปฏิบัติได้อย่างถูกต้องตามเจตนารมณ์ของกฎหมายดังกล่าวข้างต้น
                        ฉะนั้น อาศัยอำนาจตามความในข้อ 3 แห่งข้อบังคับกระทรวงหมาดไทย ที่ 4/2499 ลงวันที่ 13 ตุลาคม 2499 ประกอบกับมาตรา 8 แห่งพระราชกฤษฎีกาโอนกรมตำรวจ  กระทรวงมหาดไทย ไปจัดตั้งเป็นสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2541 ที่ให้อำนาจผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ยกเลิก แก้ไข เพิ่มเติมประมวลระเบียบการตำรวจ ทั้งในส่วนที่เกี่ยวกับคดีและในส่วนที่ไม่เกี่ยวกับคดี จึงวางระเบียบไว้ดังต่อไปนี้
                        ข้อ 1 ให้เพิ่มความที่แนบท้ายระเบียบนี้เป็น บทที่ 24 ลักษณะ 18 แห่งประมวลระเบียบการตำรวจเกี่ยวกับคดี
                        ข้อ 2 ให้ใช้ระเบียบนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
ประกาศ  ณ  วันที่  14  พฤษภาคม พ.ศ.2546
 พลตำรวจเอก    สันต์  ศรุตานนท์
           ( สันต์  ศรุตานนท์ )
                                                                            ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ           

วันอังคารที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

กฎหมายเกี่ยวกับที่ดิน ที่ราชพัสดุ

+พ.ร.บ.จัดรูปที่ดินเพื่อการพัฒนาพื้นที่ พ.ศ.๒๕๔๗
+พ.ร.บ.ที่ราชพัสดุ พ.ศ.๒๕๑๘

+กฎกระทรวงว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการโอนกรรมสิทธิ์ที่ราชพัสดุที่มิใช่ที่ดินที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๙
+กฎกระทรวงว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการปกครอง ดูแล บํารุงรักษา ใช้ และจัดหาประโยชน์เกี่ยวกับที่ราชพัสดุ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๕๒
+กฎกระทรวงว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการโอนกรรมสิทธิ์ที่ราชพัสดุที่มิใช่ที่ดินที่เป็นนสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะ พ.ศ.๒๕๕๐
+กฎกระทรวงว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการปกครอง ดูแล บํารุงรักษา ใช้ และจัดหาประโยชน์เกี่ยวกับที่ราชพัสดุ (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๔๙
+กฎกระทรวงว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการปกครอง ดูแล บํารุงรักษา ใช้ และจัดหาประโยชน์เกี่ยวกับที่ราชพัสดุ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๙
+กฎกระทรวงว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการปกครอง ดูแล บำรุงรักษา ใช้ และจัดหาประโยชน์เกี่ยวกับที่ราชพัสดุ พ.ศ.๒๕๔๕ (ฉบับปรับปรุง)
+กฎกระทรวง ฉบับที่ ๑๕ (พ.ศ. ๒๕๔๒) ออกตามความในพระราชบัญญัติที่ราชพัสดุ พ.ศ. ๒๕๑๘
+กฎกระทรวง ฉบับที่ ๑๔ (พ.ศ. ๒๕๔๒) ออกตามความในพระราชบัญญัติที่ราชพัสดุ พ.ศ. ๒๕๑๘
+กฎกระทรวง ฉบับที่ ๑๑ (พ.ศ. ๒๕๓๗) ออกตามความในพระราชบัญญัติที่ราชพัสดุ พ.ศ. ๒๕๑๘

วันศุกร์ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2559

แนวทางการปฏิบัติกรณีศพนิรนาม

            การปฏิบัติของพนักงานสอบสวน
            1.  การชันสูตรพลิกศพ
                 -  แจ้งกลุ่มงานตรวจสถานที่เกิดเหตุ กองพิสูจน์หลักฐานกลาง หรือกลุ่มงานตรวจสถานที่เกิดเหตุ ศูนย์พิสูจน์หลักฐาน หรือพิสูจน์หลักฐานจังหวัด สำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ ที่รับผิดชอบ แล้วแต่กรณีทราบ เพื่อร่วมกับพนักงานสอบสวนไปทำการตรวจสถานที่เกิดเหตุ ถ่ายภาพศพ ตรวจเก็บร่องรอยวัตถุพยานต่าง ๆ พร้อมทั้งถ่ายภาพไว้ การถ่ายภาพศพต้องให้ได้รายละเอียดมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยเน้นตำหนิรูปพรรณพิเศษ เช่น รอยสัก แผลเป็นหรือความพิการต่าง ๆ
                 -  ประสานแพทย์ผู้ทำการชันสูตรพลิกศพ เพื่อจะเก็บตัวอย่างเลือด หรือสารคัดหลั่ง หรือสิ่งที่จะใช้ตรวจสารพันธุกรรม (DNA) จากศพที่ไม่ทราบว่าเป็นใคร ส่งไปยังศูนย์บริหารจัดการคนหายและศพนิรนาม และสถาบันนิติวิทยาศาสตร์เวชวิทยา ทุกราย โดยระบุไว้หน้ากล่องพัสดุไปรษณีย์ว่า "ตัวอย่างดีเอ็นเอ"
                 -  จดตำหนิรูปพรรณศพ และบันทึกทรัพย์สินทุกชนิดของผู้ตาย พร้อมภาพถ่ายศพ ส่งกองทะเบียนประวัติอาชญากร เพื่อบันทึกข้อมูลและออกประกาศ
                 -  ถ่ายภาพเกี่ยวกับเครื่องแต่งกาย ทรัพย์สินทุกชนิดของผู้ตาย และเก็บรักษาทรัพย์สิน โดยให้นำระเบียบการเก็บรักษาของกลางมาใช้โดยอนุโลม เพื่อมอบแก่ทายาทหรือญาติผู้ตาย
            2.  การจัดทำแบบรายงานที่เกี่ยวข้องกับศพนิรนาม มีดังนี้
                 -  แบบข้อมูลรับแจ้งเหตุนิรนาม (ศบคน-3)
                 -  แบบรายงานการพิสูจน์ทราบบุคคล (ศบคน-4)
                 -  แบบรายงานพบศพไม่ทราบชื่อ (วท.13-ต.327)
            3.  การจัดส่งแบบรายงาน
                 -  เมื่อมีผู้มาแจ้งความพบศพนิรนาม หรือชิ้นส่วนอวัยวะของมนุษย์ ที่ทำให้เชื่อหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่ามีบุคคลเสียชีวิตโดยไม่สามารถระบุได้ว่าศพหรือชิ้นส่วนอวัยวะเป็นผู้ใด ให้หัวหน้าสถานีตำรวจจัดส่งแบบรายงานข้อมูลการรับแจ้งศพนิรนาม (ศบคน-3) มายังผู้บังคับการกองทะเบียนประวัติอาชญากร/เลขานุการศูนย์บริหารจัดการคนหายและศพนิรนาม ภายใน 24 ชั่วโมงนับแต่ได้รับแจ้ง ต่อมาภายหลังหากสามารถระบุได้ว่าผู้ตายเป็นใครแล้วให้รายงานเพิ่มเติมตามแบบรายงานการพิสูจน์ทราบบุคคล (ศบคน-4) ภายใน 24 ชั่วโมง นับแต่วันที่ทราบชื่อ
                 -  นอกเหนือจากการรายงานข้อมูลรับแจ้งคนหายดังกล่าวแล้ว ให้หัวหน้าสถานีตำรวจแจ้งข้อมูลไปยังสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม/เลขานุการคณะกรรมการพัฒนาระบบการติดตามผลหายและการพิสูจน์ศพนิรนาม ทราบอีกส่วนหนึ่งด้วย
                 -  ให้พิมพ์ลายนิ้วมือ 10 นิ้วของผู้ตาย จำนวน 3 ฉบับ ติดสำนวนการสอบสวน และสำเนาสำนวนการสอบสวน 2 ฉบับ แล้วส่งไปตรวจสอบยังกองทะเบียนประวัติอาชญากร 1 ฉบับ โดยให้จัดส่งในวันที่พิมพ์ลายนิ้วมือหรือในวันรุ่งขึ้น
             การจัดการศพ
             หลังจากที่ได้มีการพิสูจน์ศพแล้วพนักงานสอบสวนต้องดำเนินการ ดังนี้
              1. กรณีเป็นศพที่พิสูจน์ทราบว่าผู้ตายเป็นใครแล้ว ถ้ามีทายาท ญาติ หรือผู้มีสิทธิ มาติดต่อขอรับศพไปจัดการตามประเพณี ก็ให้พนักงานสอบสวนมอบศพให้ทายาท ญาติ หรือผู้มีสิทธิ หลังจากที่ได้มีการ ตรวจสอบความสัมพันธ์เกี่ยวข้องจนแน่ชัดแล้ว ให้บันทึกไว้เป็นหลักฐานและลงนามร่วมกัน
              2. กรณีเป็นศพที่ไม่มีทายาท ญาติ หรือผู้มีสิทธิ มาติดต่อขอรับศพ หรือเป็นศพที่ยังไม่ทราบว่าผู้ตายเป็นใคร เมื่อรักษาศพไว้ ณ สถานที่ชันสูตรศพอย่างน้อยเป็นเวลา 3 วัน แล้วให้แจ้งเทศบาลท้องถิ่น สมาคม หรือมูลนิธิเพื่อการนี้ รับศพไปจัดการเก็บที่สุสานและให้ดำเนินการดังนี้
                  -  ให้จัดทำสมุดทะเบียนส่งศพฝังโดยมีรายละเอียดตามแบบแนบท้ายหนังสือสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ 0011.22 / 3933 ลง 7 ตุลาคม 2554
                  -  ประสานเทศบาล ท้องถิ่น สมาคมหรือมูลนิธิเพื่อการนี้ กำหนดหมายเลขหลุมฝังศพ
                  -  จัดทำแผ่นป้ายชื่อศพ ถ้าศพยังไม่มีชื่อหรือยังไม่ทราบชื่อก็ให้เขียนว่าศพ "ชาย" หรือ "หญิง" เท่าที่จะทำได้ วันที่ส่ง หมายเลขหลุมฝังศพ เหตุตาย โดยติดไว้ที่ด้านหน้าของหลุมศพแล้วถ่ายภาพเก็บไว้เป็นหลักฐาน
                  -  ให้ผู้เกี่ยวข้องจัดการห่อศพให้เรียบร้อย พร้อมทั้งจัดทำป้ายชื่อศพ (ถ้าศพยังไม่มีชื่อหรือยังไม่ทราบชื่อให้เขียนว่าศพ "ชาย" หรือ "หญิง" เท่าที่จะทำได้) หมายเลขศพติดไว้บนผ้าห่อศพและตัวศพ จากนั้นจึงส่งมอบศพไปเก็บยังสุสาน
                  -  เมื่อพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบทราบว่าผู้ตายเป็นใครแล้ว ให้แจ้งกองทะเบียนประวัติอาชญากร ทราบ พร้อมแนบสำเนาใบมรณบัตรเพื่อถอนประกาศสืบหา
              3. พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบต้องรีบดำเนินการสืบสวนให้ทราบว่าผู้ตายเป็นใคร รวมทั้งให้มีความร่วมมือและสนับสนุนการปฏิบัติงานของศูนย์บริการบริหารจัดการคนหายและศพนิรนาม เมื่อได้รับการประสานโดยเฉพาะข้อมูลศพไม่ทราบชื่อ และการคืนศพให้แก่ญาติที่มาขอรับศพไปจัดการตามประเพณีซึ่งเป็นอำนาจของพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ หากพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบย้ายไปอยู่สังกัดอื่นหรือไม่สามารถติดต่อได้ ให้อยู่ในความรับผิดชอบของหัวหน้าพนักงานสอบสวนในการดำเนินการแทน

(ที่มา : ผนวก จ. แนวทางการปฏิบัติประกอบคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ 725 / 2558 ลงวันที่ 17 ธันวาคม 2558)